เมื่อไหร่ควรสงสัยว่ากระดูกหัก
อาการกระดูกหักเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความรุนแรงของอุบัติเหตุ ตำแหน่งของกระดูกที่มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน และคุณภาพของกระดูก เช่น กระดูกพรุนจะหักง่าย ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุแบบใดก็สามารถสงสัยภาวะกระดูกหักได้เสมอ
หากอุบัติเหตุรุนแรงก็จะยิ่งเห็นชัด แต่หากไม่รุนแรงและมีอาการปวดบวมมากหรือนานผิดปกติ ก็จำเป็นต้องสงสัยภาวะกระดูกหักไว้ก่อนเพื่อการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที
การตรวจวินิจฉัย
ควรตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุดและได้รับการรักษาที่เหมาะสม หากสงสัยภาวะกระดูกหัก แพทย์จะทำการเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อวินิจฉัย
ในบางกรณีหรือบางตำแหน่งที่มองเห็นได้ไม่ชัด หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แพทย์อาจส่งตรวจ CT scan หรือ MRI เพื่อช่วยวินิจฉัยและวางแผนการรักษา
แนวทางการรักษากระดูกหัก
การรักษากระดูกหักควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะเป็นการรักษาที่จำเพาะ กระดูกหักแต่ละตำแหน่งรักษาไม่เหมือนกัน โอกาสติดไม่เท่ากัน แม้แต่กระดูกหักตำแหน่งเดียวกันแต่หักคนละแนวก็รักษาไม่เหมือนกัน อีกทั้งเป้าหมายของผู้ป่วยก็ต่างกัน เช่น นักกีฬาหรือคนที่ลางานนานไม่ได้อาจต้องเลือกวิธีที่กลับไปทำงานได้เร็วโดยไม่ต้องใส่เฝือก
การรักษาแบ่งเป็น 2 แบบหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งมักเป็นการเข้าเฝือกหรือถ่วงน้ำหนัก เหมาะกับกระดูกที่เคลื่อนไม่มากหรือร้าวแต่ไม่หักเคลื่อน และการรักษาด้วยการผ่าตัด ที่ใช้วิธียึดตรึงกระดูกแบบแผลใหญ่หรือแผลเล็กตามความเหมาะสม โดยมักงดใช้งานหนักประมาณ 1–2 เดือน
วัสดุยึดตรึงกระดูกมี 3 ประเภท ได้แก่ เหล็กแกน (Nail) นิยมใช้กับกระดูกส่วนกลาง เช่น ต้นแขน ต้นขา ขาท่อนล่าง, เหล็กแผ่นและสกรู (Plate and Screw) ใช้ตรึงกระดูกให้นิ่งอยู่กับที่ และโครงเหล็กยึดกระดูกภายนอก (External Fixator) ที่ใช้ในกรณีที่มีแผลเปิด ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย จึงควรพบแพทย์เฉพาะทางและสื่อสารเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดร่วมกัน
