ความต้องการแคลเซียมในแต่ละช่วงวัย
เด็ก ต้องการแคลเซียมประมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อเสริมสร้างกระดูกที่ยังมีขนาดเล็ก
ผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป การรับประทานแคลเซียมอาจช่วยได้ไม่มากนักเพราะมวลกระดูกมาถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ถ้าไม่ต้องการให้กระดูกสลายตัวมากขึ้น เพียงรับประทานปกติหรือเทียบเท่ากับวัยเด็กก็เพียงพอ
หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องรับประทานแคลเซียมมากขึ้น ปริมาณที่ควรได้รับอยู่ที่ประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้สูงอายุ ควรเสริมแคลเซียมเพราะมวลกระดูกเริ่มสลายตัว ปริมาณที่ควรได้รับอยู่ที่ 800–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและสภาพร่างกาย รวมถึงอาจต้องเสริมวิตามินดีเพื่อช่วยการดูดซึมและสังเคราะห์กระดูก
กินแคลเซียมทุกวันแล้วกระดูกไม่พรุนแน่นอนจริงหรือไม่
ผู้สูงอายุโดยเฉพาะเพศหญิงวัยหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน เพราะเป็นวัยที่มีการสลายของกระดูกมาก ขับแคลเซียมออกไปเยอะ และขาดฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างกระดูก จึงต้องรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ
อย่างไรก็ตามการรับประทานแคลเซียมอย่างเดียวไม่ได้การันตีว่าจะไม่เป็นโรคกระดูกพรุน หากผู้ป่วยมีอัตราการสลายกระดูกและขับแคลเซียมมากเกินไป ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกระดูกหัก จึงต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุนที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลร่วมด้วย
การตากแดดรับวิตามินดีป้องกันกระดูกพรุนได้จริงหรือไม่
วิตามินดีสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดจัดที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง แต่ในผู้สูงอายุอาจเกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายเพราะผิวไม่แข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว จึงแนะนำให้รับประทานวิตามินดีเสริม ซึ่งปัจจุบันมีทั้งในรูปแบบอาหารเสริมและยา
สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้จักตนเองว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ เพื่อจะได้เข้ารับการตรวจและรักษาทันท่วงทีก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน แนะนำให้ตรวจคัดกรองในเพศหญิงอายุ 65 ปี และเพศชายอายุ 70 ปี รวมถึงกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ประจำเดือนหมดเร็ว เคยผ่าตัดรังไข่ ผู้ขาดสารอาหาร และผู้ที่มีกรรมพันธุ์โรคกระดูกพรุนโดยเป็นทายาทสายตรง
